1 2 3 4 5 6 7 8 9 back

ลักษณะทั่วไป

แรงจูงใจ

"ไทป์เก้า" แรงจูงใจ มีความสงบในจิตใจ อยู่ท่ามกลางแวดล้อมที่มีแต่ความปรองดอง อนุรักษ์สิ่งต่าง ๆอย่างที่มันเป็น หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แรงกดดัน ปัญหา และข้อบังคับ

ในจิตของ "ไทป์เก้า" ราวกับว่ามีใครสักคนกำลังขี่จักรยานในวันที่อากาศโปร่ง อย่างสบายอารมณ์ ทุกสิ่งดูรื่นรมย์ไปทั้งหมด จิตใจของเขาเป็นหนึ่ง ความรู้สึกเป็นตัวตนของพวกเขาได้จากการเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา และพวกเขาจะพยายามรักษาความกลืมกลืนเป็นหนึ่งเดียวนี้ไว้ให้นานที่สุด การเป็นคนรับรู้สิ่งต่าง ๆทำให้พวกเขาพอใจในสิ่งเป็นเป็นอยู่ แทนที่จะระแวงสงสัยหรือพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ จึงเป็นคนที่เปิดใจกว้าง มองโลกในแง่ดี แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ "ไทป์เก้า" ไม่ยอมรับว่าแท้ที่จริงโลกที่สวยงามก็มีสิ่งยากลำบากที่ต้องการการจัดการอยู่ด้วย พวกเขาอาจปฏิเสธว่ายางแบน และไม่คิดจะซ่อมมันเพราะนั้นหมายถึงการยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้น "ไทป์เก้า" ปฏิเสธว่ามีปัญหาอยู่เพื่อมิให้ความสงบในจิตใจของตัวถูกรบกวน พวกเขายอมทุกอย่างเพื่อที่จะได้รู้สึกสงบ ซึ่งบางครั้งนำมาซึ่งความเดือดร้อนของคนรอบข้าง แต่ "ไทป์เก้า" กลับทำเหมือนมองไม่เห็น

ตัวอย่างบุคคล

Abraham Lincoln, Joseph Campbell, Carl Jung, Ronald Reagan, Gerald Ford, Queen Elizabeth II, Princess Grace of Monaco, Walter Cronkite, Walt Disney, George Lucas, Garrison Keillor, Sophia Loren, Kevin Costner, Keanu Reeves, Woody Harrelson, Ron Howard, Ringo Starr, Whoopi Goldberg, Janet Jackson, Nancy Kerrigan, Linda Evans, Ingrid Bergman, Perry Como, Jim Henson, Marc Chagall, Norman Rockwell, "Edith Bunker", "Marge Simpson"

กับสัญชาตญาณ

"ไทป์เก้า" หลีกหนีแรงขับจากสัญชาตญาณ และความสามารถในการข้องแวะกับสิ่งแวดล้อม พวกเขาสร้างความสงบขึ้นในใจ และระวังไม่ให้สิ่งแวดล้อมมารบกวน ในเวลาเดียวกันก็ระวังไม่ให้แรงขับจากจิตไร้สำนึกมามีอิทธิพลหรือก่อความไม่สงบขึ้นในใจ ดังนั้นเมื่ออยู่ในระดับดี "ไทป์เก้า" ทำความสมัครสมานกลมเกลียวในเกิดขึ้นรอบตัว อาจโดยทางตรงคือ ปลอบประโลมคนอื่น หรือทางอ้อมโดยการใช้ความคิดสร้างสรร และการสื่อสารซึ่งประทับใจคน นั้นคือ พวกเขาทำประโยชน์ให้สังคม แต่ในเวลาเดียวกันก็มีอิทธิพลต่อสังคม เพื่อสนับสนุนความสงบในใจตัวด้วย แต่เมื่อไรที่ "ไทป์เก้า" เข้าสู่ระดับต่ำลง พวกเขาจะทำเพื่อความสงบในใจตัวแต่เพื่ออย่างเดียว หลีกหนีเรื่องน่าหนักใจทั้งปวง หนีกหนีผู้คน และเริ่มมองคนอย่างในอุดมคติของตัว เพื่อจะได้รู้สึกสงบ

โดยพื้นฐานแล้ว "ไทป์เก้า" มองหาความเป็นอิสระส่วนตัว ต้องการที่ว่างส่วนตัวเพื่อที่จะได้มุ่งสู่จุดมุ่งหมายของตัวได้สะดวก ซึ่งทั้งหมดนี้เหมือนกับ "ไทป์แปด" และ "ไทป์หนึ่ง" แต่ "ไทป์เก้า" จะมีปัญหาในการเรียกร้องสิทธิ เพราะกลัวว่าจะเป็นก่อให้เกิดความขัดแย้ง จึงเก็บกดความต้องการเอาไว้ พวกเขาหาทางออกโดยการ เลิกติดต่อกับคนรอบข้าง หรือมองคนอื่นอย่างที่ใจอยากให้เป็นแทนที่จะมองตัวตนที่แท้จริง เก็บการพัฒนาตนเอาไว้ข้างใน เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสงบในใจเอาไว้ ในระยะยาวจะไม่เป็นผลดี เพราะ พวกเขาจะไม่มีวันได้เป็นตัวของตัวเอง และทำอะไรอย่างที่อยากทำได้ดังที่หวังไว้ด้วยวิธีการแบบนี้

ในขณะที่ "ไทป์เก้า" มองคนอื่นอย่างอุดมคติ พวกเขามองตัวเองอย่างดูถูกด้วย พวกเขายกสิ่งที่ตนอยากมีแต่ไม่มีให้เป็นสิ่งที่คนอื่นมีไปหมด พวกเขามองว่าคนอื่นมี ความเข้มแข็ง ความกล้าเรียกร้องสิทธิ ความมั่นใจในตัวเองกันทุกคนในขณะที่ตนไม่มี แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สีกกังวลเพราะไม่ค่อยใส่ใจตัวเองสักเท่าไร สิ่งที่พวกเขาจดจ่อก็คือข้อดีของคนอื่น ๆ "ไทป์เก้า" แต่ละคนจะมีสิ่งที่ตนให้ค่าต่างกัน แต่พวกเขาทุกคนล้วนแล้วแต่แสวงหาคนที่มีสิ่งที่ตนให้ค่า และคิดว่าตัวเองขาดไปอยู่ พฤติกรรมนี้ "ไทป์เก้า" อาจไม่รู้ตัว แต่พวกเขาจะรู้ตัวว่าตัวเองบูชาใครสักคนอยู่เสมอ แต่มักถูกใจคนที่ดูกล้าเรียกร้องสิทธิ หรือกระตือรือร้น จิตไร้สำนึกของพวกเขาต้องการจะเป็นหนึ่งเดียวกับเขาเหล่านั้น เพื่อจะได้รับเอาสิ่งที่ตนขาดไป การที่ต้องยึดคนอื่นเป็นแบบนี้ ทำให้ตัวตนของพวกเขาถูกสร้างขึ้นอย่างอ่อนแอ และไม่ยอมพัฒนาตัวเอง ความสงบภายในจิตใจกลายเป็นสิ่งเดียวที่มีจูงใจเขา

"ไทป์เก้า" ในระดับดีเท่านั้นที่รู้จัก เลือกทางที่ตัวเองอยากเป็น และทำสิ่งที่ให้ประโยชน์กับตัวเอง ในขณะที่ในระดับปานกลาง พวกเขาเฉื่อยชา พวกเขายังคงมีไฟอยู่ภายใน แต่ใช้ไปกับการต่อต้านความจริง พวกเขาใช้พลังไปกับการป้องกันเขตแดนสองอย่าง อย่างหนึ่งคือกันสิ่งแวดล้อมไม่ให้มากระทบจิตใจที่สงบอยู่ภายในตัว และสองคือบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายในใจด้วย อาทิ ความรู้สึก ความทรงจำ ความคิด หรืออะไรก็ตามที่อาจทำลายความสงบภายในจิตใจ สิ่งที่ตามมาก็คือ "ไทป์เก้า" ต้องชดใช้บางสิ่งบางอย่างเพื่อรักษาเขตแดนสองอย่างนี้ไว้ พวกเขาไม่อาจรักใครได้ หากไม่สร้างความเป็นตัวเองขึ้นมา และนั้นต้องการการรบกวนความสงบภายในใจ ต้องการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ขมขื่น "ไทป์เก้า" มักสนใจหนังสือจิตวิทยาพัฒนาตน การสัมมนาเชิงจิตวิทยา หรือคอร์สฝึกตนต่าง ๆ แต่จะเลือกสนใจอันที่สอนให้เราสบายมากกว่าลำบาก คือเลือกเอาแต่สิ่งที่ตรงใจตัว

ปัญหาของการกดเก็บและความก้าวร้าว

ไทป์ในกลุ่มสัญชาตญาณล้วนแล้วแต่มีปัญหาเรื่องการกดเก็บบางอย่าง พวกเขาชดเชยสิ่งหนึ่งมากเกินไปจนขาดสิ่งหนึ่งไป สำหรับ "ไทป์เก้า" พวกเขากดเก็บความต้องการเรียกร้องสิทธิของตนเสีย เพื่อแลกกับความปรองดอง การเก็บกดอาจรุนแรงมากจนตัวตนของเขาไม่ทำงาน อาจไม่นับตัวเองเป็นมนุษย์ อาศัยคนอื่นตลอดเวลา หรืออยู่ในโลกมายา พวกเขาตัดขาดจากความเป็นจริงเพื่อความสงบในจิตใจ

การรักสงบไม่ผิด แต่ในระดับล่าง ๆ "ไทป์เก้า" รักษามันมากเกินไป พวกเขายอมทุกอย่าง และไม่เห็นว่าบางทีคนเราก็ควรต่อสู้บ้าง พวกเขามองว่าการเรียกร้องสิทธิคือความก้าวร้าว และมันบ่อนทำลายมิตรภาพ พวกเขากลัวความรู้สึกอยากเรียกร้องสิทธิ เพราะมันเป็นเสมือนคลื่นยักษ์ ที่รบกวนความสงบของใจ เมื่อถึงระดับหนึ่ง "ไทป์เก้า" รู้สึกว่าตนปราศจากความก้าวร้าว แต่ที่จริงความรู้สึกก้าวร้าวไม่ได้หายไปไหน มันยังคงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของ "ไทป์เก้า" อยู่ดี พวกเขาแก้ปัญหาเรื่องความก้าวร้าวของตัวเองด้วยการเมินเฉยมัน ดังนั้นเมื่อพวกเขาแสดงความก้าวร้าวออกมา พวกเขาจะปฏิเสธว่ามันเป็นความก้าวร้าว ความสงบในใจที่ตนพยายามรักษาไว้บางทีก็คือการหลอกตัวเอง พวกเขาไม่รู้ตัวว่าที่ตนรักษาความสงบของใจไว้ ตนได้แยกตัวเองออกจากตัวเอง และความเป็นจริง การเฉื่อยชา การปฏิเสธ และการทำไม่สนใจคนรอบข้าง แท้ที่จริงคือการก้าวร้าวเงียบ "ไทป์เก้า"ก้าวร้าวกว่าที่ตนคิด และความก้าวร้าวนั้นทำร้ายตัวเองและผู้อื่นด้วย

การเข้าหาพ่อแม่

"ไทป์เก้า" เข้าหาทั้งพ่อและแม่ ผู้เลี้ยงดูและผู้ปกป้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของพวกเขา "ไทป์เก้า" ใช้พลังสมองและพลังใจส่วนใหญ่ไปกับการรักษาตัวตนแบบนี้ไว้ให้เป็นหนึ่ง โลกส่วนตัวของเขาจึงเป็นเหมือนการรักษาสมดุลระหว่างพ่อ แม่ และความต้องการส่วนตัว

"ไทป์เก้า" ในระดับดี ไวและเปิดรับโลกภายนอก โดยเฉพาะพ่อแม่ของตัว ในวัยเด็กพวกเขาได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างอย่างมาก ถ้าชีวิตวัยเด็กอบอุ่น พวกเขาก็จัดการกับชีวิตได้อย่างง่ายดาย มีเวลาเหลือให้จัดการชีวิตตัวเอง แต่หากไม่อบอุ่น พวกเขาจะหลีกหนีความคิด และความรู้สึกที่แสนจะเจ็บปวด และยุ่งเหยิงของตน รวมทั้งหาวิธีที่จะหลีกหนีสิ่งรอบตัวที่ไม่น่าพิศมัย เฉกเช่นเด็กที่ร้องเพลงดัง ๆ หรือเหม่อลอยนึกถึงช่วยเวลาที่ตนมีความสุข ในขณะที่พ่อแม่ของตนทะเลาะกันดัง ๆอยู่อีกห้องหนึ่ง

การเข้าหาทั้งพ่อและแม่ สร้างความรู้สึกอบอุ่น และความเป็นตัวตนให้กับ "ไทป์เก้า" เพราะเมื่อกับว่าตัวตนไปสิ่งที่ได้รับมา แต่เมื่อ "ไทป์เก้า" โตขึ้นพวกเขาจะรู้สึกว่าตัวตนที่เขายึดถืออยู่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ( "ไทป์สาม" ก็รู้สึกแบบนี้) และตัวตนของเขาต้องขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอกตัวเอง ( "ไทป์หก" ก็รู้สึกแบบนี้) และการที่ตัวตนของเขาเป็นไปเพื่อสนับสนุนพ่อแม่ แล้วที่ว่างสำหรับตัวของเขาเองจะอยู่ที่ไหน "ไทป์เก้า" รู้สึกเหมือนในตัวเขาเต็มไปด้วยเรื่องของพ่อแม่ และคนอื่น ๆ ที่มีบทบาทต่อชีวิตของเขา ดังนั้นการแสวงหาความเป็นอิสระ และการพึ่งตนเองจะกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา บางครั้งการตัดสินใจด้วยตัวเองของ "ไทป์เก้า" ในเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆ เขาทำอย่างจริงจัง และปกป้องจุดยืนอย่างดุเดือด สักวันหนึ่งเมื่อ "ไทป์เก้า" เข้าใจตัวเองดีขึ้น พวกเขาจะสามารถเลิกนิสัยบางอย่าง และเรียกร้องโลกส่วนตัวของเขาได้อย่างสบายใจมากขึ้น

ชีวิตของ "ไทป์เก้า" จำเป็นต้องสร้างความสมัครสมานระหว่างตนกับคนรอบข้างเอาไว้ เริ่มแต่เด็ก พวกเขาสร้างตัวตนจากความผูกพันที่มีกับพ่อแม่ การแยกทางกันหรือความไม่ปรองดองกันของพ่อแม่จึงเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวมากสำหรับ "ไทป์เก้า" มันเป็นเสมือนกับตัวตนของเขาถูกรบกวนไปด้วย พวกเขาจะรู้สึกเต็มก็ต่อเมื่อคนที่เขาผูกใจไว้เต็ม ในระดับดี พวกเขาใช้พรสวรรค์ในตัวสร้างความรู้สึกเต็มให้กับคนรอบข้าง แต่เมื่ออยู่ในระดับเสื่อม พวกเขาหลอกตัวเองว่าคนอื่นกำลังรู้สึกเต็ม และจะเริ่มสูญเสียคนรอบข้างที่ตนผูกผันไปเรื่อย ๆ

ปัญหาของการระลึกตัวและความเป็นเอกเทศ

ที่จริงแล้ว "ไทป์เก้า" เป็นตัวของตัวเอง และมีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง ทั้งที่บางทีพวกเขาไม่คิดอย่างนั้น ถ้าหากเขาเมินเฉยต่อจุดนี้ และไม่สร้างความปรองดองอย่างแท้จริงกับคนรอบข้าง พวกเขาจะลำบากเพราะการหลงอยู่ในอุดมคติว่าสิ่งรอบตัวมีแต่ความปรองดองนั้นเป็นเพียงมายาที่ใช้ไม่ได้ผล ในระดับเสื่อมที่สุด "ไทป์เก้า" เป็นคนที่น่ารำคาญ และเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่สังเกตได้ยากเพราะดูเหมือน "ไทป์เก้า" จะทำอะไรเพื่อคนอื่น พวกเขาเห็นแก่ตัวในรูปแบบของ การยอมแลกเอาทุกอย่างกับความรู้สึกสงบภายในใจ พวกเขาหลีกเลี่ยง ความกังวลใจ ความก้าวร้าว เรื่องตื่นเต้น หรือความรู้สึกอะไรก็ตามที่ทำให้ไม่รู้สึกสงบ ทุกวิถีทาง แม้แต่การตัดขาดคนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ตัวเอง การยึดติดสันติภาพเขากับการที่สมองต้องปลอดโปร่งไร้กังวล ทำให้พวกเขาสูญเสียความสามารถในการจัดการชีวิต พวกเขาล่องลอยไร้เป้าหมาย การตัดสินใจไร้ประสิทธิภาพ นำมาซึ่งปัญหาที่ทำให้ใจไม่สงบเพิ่มขึ้นอีก นานเข้าสิ่งที่เขาทำลงไปจะบังคับให้เขาต้องยอมรับความเป็นจริงมากขึ้น แต่ในระดับเสื่อม "ไทป์เก้า" ไม่มีพลังพอที่จะปรับปรุงอะไรได้อีกแล้ว

ในระดับดี "ไทป์เก้า" เป็นคนที่มีความสุขมาก พวกเขาเป็นฝ่ายรับความเป็นจริง มองคนรอบข้างอย่างที่พวกเขาเป็น ความสงบในใจของพวกเขามั่นคงพอที่จะรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริงได้ เติบโตและเป็นตัวของตัวเอง แต่เมื่อไรก็ตามที่ "ไทป์เก้า" เริ่มแสวงหาความสงบด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม พวกเขาจะเริ่มกลัวการเปลี่ยนแปลง คิดเข้าข้างตัวเอง และไม่จัดการกับความเป็นจริง เข้าสู่ระดับเสื่อมในที่สุด

ระดับจิตใจ

ระดับหนึ่ง "ผู้แนะนำ"

ระดับสูงสุดของ "ไทป์เก้า" พวกเขาจะให้อิสระกับตัวเองในการที่จะเป็นนายของตัวเอง ด้วยเพราะพวกเขาเอาชนะความกลัวความสูญเสีย และการถูกแยกตัวจากคนอื่น พวกเขาเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง พวกเขารู้สึกพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่อย่างที่สุด เพราะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคน ๆหนึ่ง คนที่ไม่มีวันแยกตัวไปจากเขา คนนั้นคือตัวเขาเอง พวกเขาได้พบกับความสงบที่พวกเขาแสวงหามาตลอด คือการได้เป็นหนึ่งกับตัวเอง ความรู้สึกแบบนี้น้อยคนบนโลกใบนี้จะได้เจอ มันเป็นต้นกำเนิดแห่งความสวยงาม ความคิดสร้างสรร และความสุข

แม้จะดูเป็นคนสงบนิ่งไม่หวั่นไหว แต่พวกเขาก็มีชีวิตชีวาในเวลาเดียวกัน พวกเขารับรู้ความคิด ความรู้สึก และความต้องการของตน รวมถึงความก้าวร้าวใด ๆที่ตนมี พวกเขาเข้าใจว่า การมีความก้าวร้าวภายใน มันต่างกับ การแสดงความก้าวร้าวออกมาให้คนอื่นเดือดร้อน ความเป็นตัวของตัวเองทำให้พวกเขาดึงเอาตัวตนของเขาออกมาให้คนอื่นรับรู้ได้ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างจึงดีขึ้นเมื่อได้แสดงความเป็นตัวตนลึก ๆออกมา

พวกเขาเคารพตัวเอง มีความทรนง ด้วยเพราะเห็นคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง หาใช่เพราะการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือคิดเข้าข้างตัวเองไม่ พวกเขามีภาพลักษณ์ของการเป็นคน ๆหนึ่ง พวกเขาเห็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเองจึงเห็นคนอื่นด้วย พวกเขาไม่มองคนอื่นอย่างอุดมคติ แต่มองคนอื่นอย่างที่คนนั้นเป็น พวกเขาจึงได้รับความรักที่เป็นรูปธรรมมากกว่า

พวกเขามีกำลังต่อสู้กับปัญหา เพราะพบความเป็นหนึ่งที่แท้จริงในใจ พวกเขาเป็นคนที่เต็มแล้ว ไม่ใช่เพราะสมบูรณ์แบบ แต่เพราะพร้อมที่จะเผชิญความจริง พวกเขาอยู่กับปัจจุบัน จัดการกับชีวิต สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มองเห็นจากภายนอกได้ยาก ความเป็นหนึ่งเดียวกันข้างในเป็นพลังที่ "ไทป์เก้า" ในระดับนี้โดดเด่นกว่าไทป์ใด ๆ พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเอง และกับโลกภายนอก มองตัวเองเป็นของขวัญสำหรับคนอื่น และคนอื่นก็เป็นเหมือนของขวัญสำหรับตน เราต่างมีข้อดีที่แตกต่างกัน และส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ระดับสอง "ผู้ตั้งรับ"

การเป็นนายของตัวเอง เป็นเรื่องที่รักษาไว้ได้ยากสำหรับ "ไทป์เก้า" เพราะพวกเขามีความกลัว กลัวจะเสียสมดุลและความเป็นหนึ่งเดียวที่ตนรู้สึกต่อสิ่งรอบข้าง และคนที่มีความสำคัญสำหรับตน ถ้าเขายอมแพ้ความกลัวนี้ "ไทป์เก้า" จะสร้างความสงบโดยการไม่ตื่นตัว พวกเขาจะเริ่มไม่ค่อยตระหนักว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ คนอื่นๆ และสิ่งรอบตัวกำลังมีอะไรเกิดขึ้น และความต้องการที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อมจะทำให้พวกเขาสูญเสียความเป็นตัวเองไป

"ไทป์เก้า" พัฒนาตัวตนจากการดูพ่อแม่เป็นต้นแบบ ดังนั้นพวกเขาจึงถนัดที่จะดูคนอื่น สนใจคนอื่นแทนที่จะเป็นตัวเอง เป็นฝ่ายรับตลอดไม่มีรุก พวกเขามองคนอื่นแทนตัวตนจนไม่รู้สึกตัวเอง ไม่สงสัยตัวเอง และไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง พวกเขามีความรักและความห่วงใยให้กับคนอื่น

ใจของพวกเขาสงบ จึงทนทานต่อความเครียด และเรื่องน่ารำคาญ เป็นคนที่ดูสบายใจ ไม่รนรานง่าย ๆ จิตใจของเขาไร้เดียงสา และไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่เอาเปรียบใคร และไม่เข้าใจคนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่น พวกเขาจึงเป็นไทป์ที่ไว้ใจได้มากที่สุด พวกเขาไว้ใจตัวเอง ไว้ใจคนอื่น และไว้ใจชีวิต พวกเขามองอย่างไม่ตัดสิน ยอมรับทุกสิ่งอย่างที่เป็น เป็นที่พึ่งทางใจให้คนอื่นเมื่อคนเหล่านั้นต้องการ ถ่อมตัว สุภาพ และเข้าหาได้ง่าย ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ข่มขู่ พวกเขาไม่เคยคาดหวังใครสูงเกินไป พอใจง่าย และไม่ค่อยเบียดเบียนใคร แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่วิจารณ์ใครเลย หรือเป็นฝ่ายตั้งรับให้กับทุก ๆคน คนไม่ชอบ "ไทป์เก้า" ก็มี แต่ "ไทป์เก้า" เป็นไทป์ที่ปฏิบัติต่อคนที่ตนไม่ชอบอย่างดีที่สุดแล้ว

แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกสบายใจท่ามกลางผู้คน แต่พวกเขาชอบธรรมชาติ พวกเขารักการแล่นเรือ ปีนเขา แค้มปิ้ง ทำสวน หรือดูแลสัตว์มาก ความสงบและลึกลับของธรรมชาติโดนใจพวกเขา เพราะพวกเขาผูกตัวตนไว้กับธรรมชาติด้วย "ไทป์เก้า" รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับอะไรก็ตามที่ใหญ่โตกว่าตน ที่จริงพวกเขาผูกตัวตนไว้กับทุกสิ่ง คนอื่น ธรรมชาติ สัตว์ นามธรรม สัญลักษณ์ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวให้กับ "ไทป์เก้า" พวกเขาไม่มองชนชาติว่าเป็นนามธรรม แต่มองเป็นสิ่งมีชีวิต มองสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนคน ชนบทมีสิ่งลี้ลับแฝงตัวอยู่ ผีสางนางไม้ล้วนมีอยู่รอบตัวไปหมด จินตนาการเหล่านี้ของ "ไทป์เก้า" เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดคนอื่นด้วย เพราะความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลเป็นสิ่งที่ทุกคนก็อยากเป็น "ไทป์เก้า" มองโลกอย่างไร้เดียงสา อะไรก็ดูสุขไปหมด มองโลกนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ด้วยเหตุผลนี้ "ไทป์เก้า" จึงไวต่อภาษากาย พวกเขารู้สึกคุ้นเคยกับภาพ หรือสัญลักษณ์ พวกเขาคิดอะไรเป็นสีสันมากกว่าคำพูด สนใจดนตรี รู้สึกเป็นสุขเมื่อได้เสพดนตรี ร้องเพลง หรือเล่นดนตรี พวกเขาอาจปล่อยใจไปกับดนตรี เสียงพ้องหูต่าง ๆในดนตรีทำให้ "ไทป์เก้า" รู้สึกเป็นหนึ่งเดียว และล่องลอยไปกับสิ่งรอบตัว

"ไทป์เก้า" ทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ พวกเขาจึงมองเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และสืบพันธุ์ เป็นธรรมดาโลก ความคิดแบบปลงนี้นำมาซึ่งความสงบในจิตใจพวกเขา พวกเขาไม่ต่อต้านความเป็นไปของธรรมชาติ และไม่รู้สึกประหลาดกับการมีชีวิตอยู่ พวกเขายอมรับความเป็นไปของโลก

ระดับสาม "ผู้พิทักษ์สันติ"

ความสงบของพวกเขาจะได้รับการกระทบกระเทือนเมื่อไรก็ตามที่ขัดแย้งกับคนรอบข้าง พวกเขาจึงห่วงความสงบมาก และพยายามทำให้ทุกคนรอบตัวรักกัน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยที่ดี พวกเขาจริงจังกับคำติเตียนของคน เข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล และมองเห็นจุดที่จะทำให้คนที่มีเรื่องกันพบกันครึ่งทาง พวกเขาเห็นค่าของการร่วมแรงร่วมใจกันมากกว่าการแบ่งพรรคแบ่งพวก

"ไทป์เก้า" มีจุดดีหลายอย่างมาก มองเห็นสาเหตุของความบาดหมาง และเอาตัวเขาแก้ไข ดึงดูดให้คนหันมารักสงบเพราะตัวเองทำเป็นตัวอย่าง คนอื่นจะรู้สึกสงบเมื่ออยู่ใกล้ มองโลกแง่ดี ชอบมองแต่จุดดีมากกว่า ให้อภัยคน เป็นมิตร เป็นคนน่ารัก สนุกสนานเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ไม่เสแสร้ง ปฏิบัติต่อคนทุกระดับอย่างทัดเทียม เป็นคนง่าย ๆและรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ คนที่ไม่ชอบ "ไทป์เก้า" ต้องเป็นคนที่ประหลาดมาก

พวกเขาทำประโยชน์ให้คนรอบตัวเสมอ ใครที่ได้เป็นคนใกล้ชิดของ "ไทป์เก้า" ไม่ว่าจะเป็น คู่สมรส ลูก ๆ หรือเพื่อนสนิทจะได้รับประโยชน์ การช่วยเหลือคนรอบข้าง ทำให้สิ่งรอบตัว "ไทป์เก้า" ดูดี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนของ "ไทป์เก้า" เอง

"ไทป์เก้า" จะพูดตรง ๆเมื่อไรก็ตามที่เห็นว่าจำเป็นต้องเอ่ยปาก ซึ่งบางเรื่อง ถ้าเป็นไทป์อื่นก็ต้องคิดถึงเรื่องการเมืองก่อนจะพูดออกไป ในขณะที่ "ไทป์เก้า" พูดอย่างจริงใจ ไม่เสแสร้ง ไร้เดียงสาอย่างเด็ก แต่ก็ประกอบด้วยปัญญาอย่างผู้ใหญ่ คำพูดของ "ไทป์เก้า" เป็นข้อสังเกตที่มีค่ายิ่ง และควรที่จะรับฟัง

"ไทป์เก้า" มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดี พวกเขาเป็นแพทย์ หรือนักบำบัดที่ดี มักทำงานในวงการสุขภาพและโภชนาการ แต่เราก็พบ "ไทป์เก้า" ได้ในทุกวงการ "ไทป์เก้า" ที่ทำงานเก่ง ๆมักสนใจเรื่องการบำบัดด้วยเป็นส่วนตัว มักชอบเข้าฝึกอบรมสมาธิ โยคะ หรือเทคนิคการลดความเครียด สนใจเรื่องที่อธิบายไม่ได้ และติดตามคนที่เก่งในเรื่องการทำตัวให้เข้ากับธรรมชาติ

ในระดับดี "ไทป์เก้า" สามารถดึงเอาความคิดสร้างสรรออกมาจากจิตไร้สำนึกได้ดี พวกเขาสร้างงานศิลป์ ที่มองโลกในแง่ดี ตามสไตล์ของพวกเขา แม้ว่าจะเป็นคนง่าย ๆแต่ก็มักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างสูง เพราะดึงความสามารถของคนอื่นออกมาได้ดี และเป็นนักสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น คนทั่วไปมักประเมิน "ไทป์เก้า" ต่ำเพราะความที่ "ไทป์เก้า" ไม่ชอบแข่งขัน และไม่ค่อยเรียกร้องความสนใจ ผู้คนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ "ไทป์เก้า" จนกระทั้ง "ไทป์เก้า" ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมเรียบร้อยแล้ว

ระดับสี่ "ผู้ยึดถือตามบทบาท"

ในระดับปานกลาง "ไทป์เก้า" ดูไม่แตกต่างกับตัวเองในระดับดี เมื่อมองจากภายนอก แต่ในใจพวกเขาแตกต่างกัน ในระดับดี "ไทป์เก้า" อยู่กับตัวเองและคนรอบข้าง ในขณะที่ในระดับนี้ "ไทป์เก้า" กดตัวเองไว้หลังฉาก หลีกหนีการเป็นจุดสนใจ หลุดออกจากตนเองและคนรอบข้างเพื่อรักษาความสงบของสิ่งแวดล้อมรอบตัว

ในระดับดี "ไทป์เก้า" เอาตัวเข้าแลก เพื่อความสมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะ แต่การทำแบบนั้นทำให้ "ไทป์เก้า" เริ่มรู้สึกกลัว กลัวว่าการยื่นมือของตัวเองจะไปรบกวนคนอื่น และทำให้เกิดการกระทบกระทั้งขึ้น จึงเริ่มเข้าสู่ระดับปานกลาง ซึ่งกลับกลายเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นจริง ๆ เพราะในขณะที่คนรอบข้างต้องการให้ "ไทป์เก้า" ตอบสนอง แต่ "ไทป์เก้า" กลับนิ่งเสีย "คืนนี้คุณอยากทานอะไร" "ฉันไม่แคร์ คุณอยากไปไหนก็ไป"

"ไทป์เก้า" เริ่มลดความต้องการส่วนตัว และยอมคนอื่นทุกอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั้ง บทบาทของ "ไทป์เก้า" ในสังคมเริ่มถูกกำหนดโดยคนอื่น และกลายเป็นเพียงเครื่องในการอำนวยความสะดวกสาธารณะ การเรียกร้องสิทธิดูเหมือนการเล่นละครสำหรับ "ไทป์เก้า" พวกเขาตรงกันข้ามกับ "ไทป์สาม" ที่ต้องการออกหน้าออกตาตลอดเวลา "ไทป์เก้า" ระวังไม่ให้ตัวเป็นเป้าสนใจ และกลายเป็นคนธรรมดา ๆอย่างเด็กข้างบ้าน คนงานโรงงาน หรือนักดนตรีคนหนึ่งในวงโยธาวาฑิต ไม่มีบทบาทสำคัญใด ๆ

พวกเขาชอบทำตัวเป็นบริกร เริ่มมองคนที่ตนฝากตัวตนไว้อย่างอุดมคติ ยิ่งคน ๆนั้นยิ่งมหัศจรรย์เท่าไร ตนก็ยิ่งมหัศจรรย์เท่านั้น ยิ่งมองคนนั้นอย่างอุดมคติเท่าไร "ไทป์เก้า" ยิ่งรู้สึกเป็นหนึ่งกับตัวเอง ผลก็คือพวกเขาลดคุณค่าในตัวเองลง ลืมที่จะพัฒนาตัวเอง เป็นเหมือนแม่ที่มีชีวิตอยู่เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของลูก ๆ มันไม่ผิดถ้าเด็กยังเล็ก ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าโตแล้ว แม่ยังทำตัวเหมือนเดิมอยู่ พวกเขาจะลืมใส่ใจตัวเอง ความปรารถนาของตนคือความปรารถนาของลูก ความคิดของตนคือความคิดของลูก ๆ "ไทป์เก้า" จะเริ่มมองว่าตัวเองคือ คน ๆหนึ่งซึ่งมีหน้าที่หลายอย่างต้องทำ หน้าที่เหล่านั้นล้วนแล้วแต่ต้องทำเพื่อบริการคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น แม่ที่ดีของลูก พลเมืองดีของสังคม หรืออะไรก็ตามที่สังคมกำหนดให้ พวกเขาต้องแต่งงาน ต้องมีลูก ต้องสมัครงาน ความคิด ความรู้สึก และการกระทำทุกอย่างล้วนกำหนดโดยสังคมทั้งสิ้น และตนก็ยอมรับ

นี่เป็นเหตุให้ทุกคนมอง "ไทป์เก้า" เป็นคนธรรมดา ๆ เป็นกาวสังคมที่คอยติดรอยร้าวตรงไหนก็ได้ ที่สังคมอยากให้ติด "ไทป์เก้า" รับความคิดที่สังคมทั่วไปยึดถือมาหมด พวกเขาจะแต่งตัว ประพฤติตัว และทำตามพิธีการที่สังคมยอมรับ การได้รับการยอมรับเป็นเรื่องสำคัญ คอยทำตามคนข้างบ้าน และระวังที่จะทำอะไรแปลก อนุรักษ์นิยมไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทำให้ใส่ใจกับอดีต พวกเขาชอบอยู่กับอดีตเพราะเป็นสิ่งที่รู้หมดแล้ว คิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ คาดหวังให้สิ่งใหม่ ๆมีอะไรเหมือนเดิม เมื่ออยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง พวกเขามักคิดถึงเรื่องดี ๆในอดีต เพราะทำให้รู้สึกดีขึ้น พวกเขารับเอาสิ่งธรรมเนียมปฏิบัติมาใช้ง่ายเกินไป

ระดับห้า "ผู้ให้ความร่วมมือ"

เสถียรภาพทางอารมณ์ของ "ไทป์เก้า" ในระดับปานกลางขึ้นกับการรักษาความเชื่อ และอุดมคติของตนไว้ไม่ให้สั่นคลอน ดังนั้นในระดับนี้ "ไทป์เก้า" จะกลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมทำอะไรที่อาจทำให้ต้องผิดหวัง จึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่คิดจะควบคุมเลย พวกเขาเริ่มมีปรัชญาที่สนับสนุนความขี้เกียจ หรือการอยู่เฉย ๆ "ไม่เห็นจะมีอะไรน่าเป็นห่วงเลย ไม่ต้องคิดมาก" พวกเขาจะเอาตัวออกห่างความยุ่งยากทุกอย่าง สบายใจไปวัน ๆ ไม่อยู่กับปัจจุบัน ทำอะไรไม่มีไฟ มองอะไรธรรมดา เหมือน ๆกันไปหมด เป็นคนเฉย ๆไม่ตื่นเต้นกับอะไรทั้งนั้น ไม่ยอมรู้สึกกับอะไรทั้งสิ้น คำว่า"สูง"ของเขา ไม่สูงนัก คำว่า"ต่ำ"ของเขาก็ไม่ต่ำนัก พวกเขาไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นคนไร้ความรู้สึก พวกเขากำลังผลักตัวเองออกจากการใช้ความรู้สึกทั้งปวง คนรอบข้างจะสังเกตถึงความเป็นไปนี้ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ดูเหมือน "ไทป์เก้า" ไม่ได้อยู่กับพวกเขาทั้งตัว ล่องลอย ดูคล้ายกำลังล่องลอยไปในโลกของความคิด หรือไม่ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย

ไม่มีอะไรฉุกเฉินสำหรับพวกเขา พวกเขาไม่ทุ่มเทพลังความคิดให้กับอะไรถ้าไม่จำเป็น หรือจวนตัว ไม่สนใจรายละเอียด ขี้ลืม ไม่มีสมาธิกับงานที่ทำ ใจลอยทุกระยะเปลี่ยนเรื่องคุยเร็ว จับประเด็นได้ยาก เหมือนกับไม่ได้สนใจสนทนา ช่างฝัน ชอบนึกถึงอุดมคติที่ตนชอบ ไม่สนใจโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าเป็นคนมีการศึกษา จะชอบคุยปรัชญา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ แต่ก็เป็นเพียงเพื่อฆ่าเวลา มากกว่าที่จะพยายามสร้างสรรอะไรขึ้นมาด้วยความพยายาม

เพื่อหลอกตัวเองว่ากำลังใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่า "ไทป์เก้า" จะมีเอี่ยวกับทุกโครงการ และทุกกิจกรรม ซึ่งทำให้ตนได้มีสังคมมากขึ้นมาอีกนิด แต่หาได้เกี่ยวกับตนจริง ๆไม่ พวกเขาพบว่า การพัฒนาตัวเองช่างยากเย็น และรู้สึกลำบากที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันที่สะดวกสบายอยู่แล้ว ทุกอย่างดูเป็นเรื่องน่าเวียนหัว และกลับไปทำอะไรเดิม ๆทุกที

พวกเขาใจลอย มองนาฬิกาแต่ก็ไม่ได้ดูเวลา พวกเขาจะใจลอยทันทีเมื่อเจอสิ่งที่ไม่อยากทำ จนกลายเป็นนิสัย เหมือนคนละเมอ ทำอะไรอยู่แต่ก็ไม่รู้ตัวว่าทำ พวกเขาทุ่มเทพลังในตัวให้กับการรักษาความสงบ หลีกเลี่ยงเรื่องตื่นเต้น ความสบายกาย สบายใจต้องมาก่อน ทำอะไรที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เพื่อฆ่าเวลา เช่น นั่งดูทีวีที่เปิดอยู่แต่ไม่ได้ใส่ใจ หรือเดินไปมารอบบ้าน อยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นอย่างชาชิน เหมือนคนที่ติดยากล่อมประสาทเสียจนลืมความรู้สึกของคนมีสติไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า ความเฉื่อยชาของจิตใจ ไม่เหมือนกับการไม่ทำอะไรเลย เพียงแค่เป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นก่อนเท่านั้น "ไทป์เก้า" ในระดับนี้อาจเป็นผู้บริหารองค์กรระดับพันล้าน แต่ในใจพวกเขาก็ตัดขาดตัวเองออกจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ การไม่เอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นกลไกการป้องกันอย่างหนึ่งของ "ไทป์เก้า" พวกเขามีเอี่ยวกับทุกเรื่องแต่เพียงเล็กน้อย ไม่มีผลกระทบอะไรที่จะทำให้พวกเขาเดือนร้อนมากได้ พวกเขาอาจงานยุ่ง แต่ก็ยังคงไม่ร้อนใจ

พวกเขาติดต่อกับคนอื่นในฐานะของบทบาททางสังคม เป็นการหลีกเลี่ยงการเอาตัวไปเกี่ยวข้องอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ยังใจลอยเพื่อหลีกหนีปัจจุบันอีกด้วย พวกเขาไม่หาเหตุผลให้กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่คิดว่าผลที่ตามมาจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง ไม่คิดละเอียด ไม่ลังเลสงสัย คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างคงเป็นไปอย่างเรียบร้อยโดยไม่เอะใจ

การไม่ตระหนักเกี่ยวกับตัวเองเป็นสาเหตุสำคัญของนิสัยของ "ไทป์เก้า" พวกเขาไม่เคยตั้งใจกับอะไรเลยแม้แต่ตัวเอง พวกเขาจึงประสบปัญหาอย่างมากเมื่อมีอะไรมากระทบ และกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาได้อีกด้วย พวกเขาอำนวยความสะดวกให้คนรอบข้าง ทำตัวแบบ "ผม อะไรก็ได้" เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั้ง แต่ผลที่ตามมาก็คือการโกรธคนอื่นอย่างเงียบ ๆ โกรธที่คนอื่นไม่รู้ใจตน แม้ว่าตัวเองก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ แต่พวกเขาก็คิดว่า ความโกรธนี้ทำลายความสงบของจิตใจ พวกเขาจึงกดเก็บมันไว้ เริ่มที่จะหลีกหนีความรู้สึกของตัวเอง

"ไทป์เก้า" แบ่งคนรอบข้างออกเป็นสองกลุ่ม หนึ่งคือคนที่ตนฝากตัวตนเอาไว้ สองคือคนอื่นที่เหลือทั้งหมด คนกลุ่มหลังไม่มีความหมายใด ๆต่อ "ไทป์เก้า" บางทีเราจะเห็น "ไทป์เก้า" ไม่สนใจคนเหล่านี้เลย ราวกับว่าไม่มีคนเหล่านี้อยู่ในโลก แต่ในเวลาเดียวกัน "ไทป์เก้า" ก็ไม่ได้ทุ่มเทพลังกับคนกลุ่มแรก "ไทป์เก้า" มองคนอย่างอุดมคติ จึงสนใจความคิดอุดมคติเกี่ยวกับคนนั้นมากกว่าที่จะให้ความสนใจคนนั้นจริง ๆ ทำให้คนรอบข้างคิดว่า "ไทป์เก้า" ไม่สนใจพวกเขาจริง ๆ และเลิกทุ่มเทเวลาให้กับ "ไทป์เก้า" ทั้งสองฝ่ายต่างเลิกรากันไป

ระดับหก "

ถ้าการอยู่เฉย ๆไม่ได้ผล "ไทป์เก้า" ก็ต้องพบกับความขัดแย้งอยู่ดี "ไทป์เก้า" ในระดับนี้พยายามลดความสำคัญของตัวเองลง พวกเขาไม่รู้เลยว่าความยุ่งยากจะเกิดขึ้น หากทำตัวเฉื่อยชาแบบนี้ และคนอื่นจะต้องเป็นผู้เข้าแก้ปัญหาแทนให้ ในระดับนี้ ที่จริง "ไทป์เก้า" มีปัญหาหลายอย่าง แต่พวกเขาภูมิใจที่ใช้วิธีอดทนกับมันแทน คิดเอาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่มีทางแก้ไขอะไรได้ ทนเอาหรือเห็นว่าไม่เห็นจะเป็นไรแทน ถอยหนีอย่างเดียว มันไม่ได้เป็นการมองโลกแง่ดีอีกต่อไป มันคือความเห็นแก่ตัว "ฉันไม่อยากฟัง ไม่อยากรับรู้ใด ๆ"

พวกเขาผ่านชีวิตแบบต้องทนให้ได้ ทนชีวิตครอบครัวที่ไม่มีความสุข ทนที่ทำงานที่น่าเบื่อ แทนที่จะเสี่ยงแก้ไขสิ่งต่าง ๆ แทนที่จะเห็นด้วยกับคนอื่นเหมือนเดิม "ไทป์เก้า" เริ่มพัฒนาตัวไปสู่การเพิกเฉยทุกอย่างเสีย

ปัญหามันอยู่ที่ "ไทป์เก้า" ปฏิเสธที่จะยอมรับว่ามีปัญหา ถ้าใครโกรธพวกเขาที่ไม่ยอมทำอะไร พวกเขาจะรีบเอาใจคนนั้น ทำทุกอย่างเพื่อลดความรุนแรง เมื่อคนอื่นหายโกรธก็คิดว่าปลอดภัยแล้ว จึงทำตัวเหมือนเดิมอีก ปัญหาที่อยู่เป็นดินพอกหางหมูซับซ้อนขึ้นจนมองไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร

ในระดับนี้ "ไทป์เก้า" ดิ้นรนที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งมากเสียจนให้ความหวังอย่างผิด ๆด้วยการมองปัญหาให้เป็นเรื่องเล็กไปหมด พวกเขาพร่ำบอกคนอื่นให้สงบจิตสงบใจไว้ ทุกอย่างจะดีเอง คนรอบข้างจะทน "ไทป์เก้า" ได้ยาก เพราะ "ไทป์เก้า" จะไม่ยอมทำอะไรเลยทำให้ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับ "ไทป์เก้า" ให้รู้เรื่องหรือแก้ไขสถานการณ์ได้เลย เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับ "ไทป์เก้า" เพราะ ที่จริงพวกเขาอยากเป็นหนึ่งเดียวกับคนรอบข้าง แต่กลับทำตัวหลุดลอยออกจากคนอื่นเสียเอง ในทางตรงกันข้าม หากใครพยายามจะยื่นมือเข้าช่วย "ไทป์เก้า" พวกเขาจะดื้อดึงและโมโห "อย่ามายุ่งกับฉัน" "ทำไม่เธอจึงไม่ยอมรับฉันอย่างที่ฉันเป็น" "ไทป์เก้า" ต้องการที่จะมองปัญหาว่าเล็ก เพื่อให้ทุกคนกลับเข้าสู่ภาวะสงบสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ฉลาดเลย พวกเขาตัดสินใจอย่างโง่ ๆ ถ้าพวกเขาได้รับการบังคับให้จัดการกับปัญหาที่ตนเองสามารถจัดการได้ "ไทป์เก้า" จะผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆจะในที่สุดก็ไม่ตัดสินใจ เมื่อโดนบีบให้ทำ พวกเขาจะหลอกตัวเองว่าทำไปเยอะแล้วทั้งที่แทบไม่ได้ทำอะไรเลย บ่อยครั้งที่ "ไทป์เก้า" เริ่มทำไปได้นิดเดียวก็หยุด ทำให้คนที่ฝากความหวังไว้ต้องผิดหวัง

"ไทป์เก้า" เป็นพวกที่ทนต่อสภาพที่ไม่น่าอภิรมย์ได้เป็นระยะเวลานาน ๆเพราะ พวกเขาอยู่ในโลกของคำอธิษฐาน พวกเขาเชื่อมั่นในปาฏิหารย์ สักวันคงมีเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยเอง หรือถ้าหากตนอดทนเอาไว้ สักวันหนึ่งปัญหาเหล่านั้นก็จะหมดไปเอง พวกเขาเชื่อว่าอนาคตจะดีได้เองโดยที่ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ "สักวันหนึ่ง คงมีเรือลาดตระเวนเห็นเรา" หรือ "สักวันหนึ่งคงมีเจ้าชายมาสู่ขอ" พวกเขาเฝ้ารอคอยความฝันที่เป็นจริง

คนรอบข้างมักรู้ดีว่าจะต้องเอาไฟรนก้น "ไทป์เก้า" จึงจะช่วยให้ "ไทป์เก้า" หลุดจากสภาพนี้ได้ แต่คนรอบข้างมักรู้สึกลำบากใจที่จะทำ "ไทป์เก้า" ดูเป็นคนที่ดีเสียจนไม่มีใครอยากกดดันหรือทำให้ "ไทป์เก้า" รู้สึกเสียใจ ทุกคนจึงปล่อยเลยตามเลย ซึ่ง "ไทป์เก้า" ก็ต้องการเพราะทำให้รู้สึกไม่ถูกรบกวน ความเห็นแก่ตัวของ "ไทป์เก้า" เริ่มชัดเจนในระดับนี้ แล้ว เพราะ "ไทป์เก้า" ไม่รู้ตัวว่าที่จริงแล้ว การสร้างความสงบให้กับตัวเองนำมาซึ่งความเดือดร้อนของคนอื่น พวกเขาสังเวยคนอื่นเพื่อรักษามายาที่ว่า รอบข้างตนมีแต่ความสงบ ที่จริงแล้วพฤติกรรมแบบนี้จัดเป็นความก้าวร้าว แต่มันซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะสังเกตออก ไม่มีใครในโลกนี้เป็นความจริงสำหรับ "ไทป์เก้า" เพราะ "ไทป์เก้า" สร้างอุดมคติให้กับทุกคน พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในจินตนาการ แต่กลับไม่มีกับคน ๆนั้นตัวจริง

"ไทป์เก้า" ใช้พลังทั้งหมดภายในในการปิดกั้น ความกลัว และความวิตกกังวลของตน พวกเขายอมคนอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง คนรอบข้างสมเพช "ไทป์เก้า" และความสัมพันธ์แบบสบาย ๆกำลังจะหมดไป

ระดับเจ็ด "พรมเช็ดเท้า ผู้ปฏิเสธ"

ในระดับนี้ "ไทป์เก้า" ปฏิเสธที่จะเผชิญปัญหา และการกระทบกระทั้ง พวกเขาไม่ยอมรับว่าปัญหามีอยู่ เพื่อจะได้ไม่ต้องรู้สึกกังวล หรือเจ็บปวดใจ พวกเขาคงความสัมพันธ์กับคนอื่นไว้ในจินตนาการ พวกเขาดื้อรั้นและเพิกเฉยต่อการกดดันให้ปรับปรุงอย่างสิ้นเชิง บางครั้งปัญหาเป็นเรื่องที่แก้ได้ง่าย ๆแต่ "ไทป์เก้า" กลับไม่ยอมทำอะไรกับมัน

พวกเขาทุ่มพลังทั้งหมดไปกับการป้องกันตัวให้พ้นจากความเป็นจริงทิ่มแทงตน ยากที่ใครจะเจอเข้าถึงตัว "ไทป์เก้า" เพื่อแก้ไขพฤติกรรมนี้ ราวกับว่า "ไทป์เก้า" ปิดประตูกั้นโลกส่วนตัวของเขาเอาไว้ไม่ให้ใครแตะต้อง จากคนที่เคยเปิดเผยกลายเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก พวกเขาจะโกรธใครก็ตามที่พยายามบังคับให้เขาทำอะไรก็ตาม แต่วิธีเดียวที่ "ไทป์เก้า" ใช้ในการแสดงความโกรธ คือการปิดกั้นคนอื่นไม่ให้เข้าหามากขึ้น การต่อต้านอย่างเงียบจัดเป็นความก้าวร้าวรูปแบบหนึ่งซึ่ง "ไทป์เก้า" ใช้ตลอด ยกเว้นบางคราวที่ความโกรธถูกยับยั้งไว้ไม่ทัน

โดยทั่วไปแล้ว "ไทป์เก้า" ตกเป็นเหยื่อ หรือเป็น"พรมเช็ดเท้า" ของคนทั่วไป พฤติกรรมที่ชอบลดบทบาทตัวเอง กลายเป็นการยอมให้ตัวเองถูกหลอกใช้ ด้วยความที่กลัวจะขัดแย้งกับคนอื่น หรือกลัวเสียเพื่อน (พวกเขามีความนับถือตัวเองต่ำ) พวกเขาจึงไม่ใคร่จะป้องกันตัวเองจากการถูกหลอกใช้ แม้ว่า "ไทป์เก้า" จะโกรธอย่างยิ่งเมื่อถูกหลอกใช้ พวกเขาก็จะเก็บกดความโกรธทั้งหมดเอาไว้ เพราะไม่ต้องการให้อารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นมีทำลายสมดุลของจิตใจ และตัวตนของเขา

อาการเก็บกดนี้ทำให้ "ไทป์เก้า" อ่อนล้ามาก พวกเขาซึมเศร้า สับสน และทำอะไรไม่ถูก พวกเขาไม่มีกะใจที่จะทำสิ่งที่สร้างสรรให้กับตัวเองได้เลย และเนื่องจาก "ไทป์เก้า" ขาดความสามารถในการตัดสินใจที่จะทำอะไรให้กับตัวเอง พวกเขากลายเป็นคนที่เมินเฉยต่อหน้าที่ทั้งต่อคนอื่นและตัวเอง ไม่ไปหาหมอเวลาป่วย ไม่สนใจว่าภรรยาหรือลูกจะเจ็บป่วยหรือผิดปกติอะไร ทำงานไม่ได้ถ้ากำลังรู้สึกเศร้า คนรอบข้างที่ต้องพึ่งพา "ไทป์เก้า" จะรู้สึกได้ทันทีว่า "ไทป์เก้า" เป็นที่พึ่งต่อไปไม่ได้อีก การที่จะให้ "ไทป์เก้า" ทำอะไรสักอย่างมันยากเย็นเหลือเกิน

ด้วยเหตุที่ "ไทป์เก้า" ปฏิเสธที่จะรับรู้ความจริงอย่างดื้อร้น ทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พวกเขาไม่มีพลัง เพราะใช้มันไปกับการปัดความเป็นจริงให้พ้นตัว แทนที่จะจัดการกับความเป็นจริง ผลก็คือ อาการซึมเศร้า พวกเขาเฉื่อย ต้องพึ่งคนอื่น และทำกิจกรรมได้ไม่กี่อย่าง "ไทป์เก้า" รับแรงกดดันไม่ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างดูน่าเศร้าไปหมด หรือทุกสิ่งต้องอาศัยความกระตือรืนร้นมากเกินกว่าที่พวกเขามี บ่อยครั้งที่คนอื่นจะต้องยื่นมือเข้ามาจัดการเรื่องของ "ไทป์เก้า" แทน เพราะพวกเขาปฏิเสธที่จะเผชิญกับมัน

ความขัดแย้งระหว่างบุคคลจะทวีความรุนแรงในระดับนี้ เมื่อความปาดหมางระเบิดขึ้น "ไทป์เก้า" มันจะงงที่พบว่าแท้ที่จริงคนอื่นกำลังมีความคิดในแง่ลบกับตนอย่างมาก พวกเขาไม่รู้ตัวว่า การทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ของเขาได้สร้างความลำบากและบันดาลโทสะให้คนรอบข้าง และเมื่อพวกเขาได้รู้ความจริงว่าตนได้ทำให้คนที่ตนฝากตัวตนเอาไว้ต้องเจ็บปวด พวกเขาจะเกิดความวิตกกังวล และรู้สึกผิดอย่างมาก ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกหมดอาลัย และการฆ่าตัวตายได้ การกดเก็บในอดีตได้กันพวกเขาไม่ให้รู้ว่าตัวเองทำสิ่งที่ผิดพลาด และเมื่อได้รู้ตัวภายหลังมันก็สายเกินแก้ตัวใหม่ กลายเป็นความรู้สึกที่ทิ่มแทงใจ "ไทป์เก้า"

ระดับแปด " หุ่นกระป๋องไร้ชีวิต"

แรงกดดันจากความเป็นจริง และความขัดแย้งกับคนรอบข้าง อาจรุนแรงขึ้นจน "ไทป์เก้า" ต้องตัดขาดตัวเองจากโลกความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องรับรู้มัน พวกเขาหวาดกลัวความวิตกกังวลมาก จนมีพัฒนาการถอยกลับไปเป็นทารก หรือกลายเป็นคนความจำเสื่อม เพื่อตัดตัวเองออกจากโลกความจริงอย่างสมบูรณ์ เป็นเหมือนหุ่นกระป๋อง ไม่รู้สึก ไม่ตอบสนอง ราวกับว่าวิญญาณได้หลุดออกจากร่างไปแล้ว อาการปฏิเสธความจริงของ "ไทป์เก้า" ดูน่าตกใจมาก บางทีพวกเขาอาจสูญเสียแขนขาไป แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้สูญเสีย หรือคิดว่ามันจะงอกขึ้นมาได้อีก พวกเขาอาจปฏิเสธว่าตนถูกไล่ออกจากงาน หรือได้หย่าขาดจากคู่สมรสไปแล้ว อาการเหล่านี้จะเริ่มกลายเป็นวิถีชีวิตโดยปกติของพวกเขาไปในที่สุด มันคือวิถึชีวิตแห่งการไม่มีวิถีชีวิต

พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ในสายหมอก รู้สึกราวกับว่าชีวิตจริงคือฝันร้าย พวกเขาต้องฝันเอาเพื่อหลีกหนีความเป็นจริงไม่ให้เข้าหาตัวเขาเอง แน่นอนในระดับต่ำ คนทุกไทป์หลีกหนีความเป็นจริงเพื่อจะได้ถอยมาตั้งหลักที่จะจัดการกับมันให้ได้ แต่ "ไทป์เก้า" หนีความเป็นจริงเพราะคิดว่าคงไม่มีทางกลับไปเผชิญกับมันได้อีกแล้ว

ในระดับนี้ "ไทป์เก้า" เป็นเหมือนผู้เคราะห์ร้ายที่เพิ่งหายช็อคจากอุบัติเหตุ พวกเขาสับสนเกี่ยวกับตัวตน และสิ่งรอบข้าง ในระดับเจ็ด โรคซึมเศร้า ก่อตัวขึ้น แม้ว่าจะทำให้พวกเขาดูสร้อยซึม แต่บางเวลาพวกเขาอาจระเบิดความโกรธออกมาให้เห็นอย่างไม่คาดคิดแบบคนเป็นฮิสทีเรีย พวกเขาอาจดูเหม่อลอยพักหนึ่ง แล้วก็ร้องไห้เป็นวักเป็นเวรในอีกพักต่อมา พวกเขากำลังถอยหลังกับไปอยู่กับความทรงจำในอดีต เพื่อหลีกเลี่ยงฝันร้ายในปัจจุบัน "ไทป์เก้า" เต็มไปด้วยความโกรธแค้นคนรอบข้าง แต่พวกเขาไม่รู้ตัว เพราะการปล่อยให้ความโกรธพุ่งพล่านออกมาเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับ "ไทป์เก้า" มันทำร้ายความรู้สึกสงบของจิตใจที่พวกเขาปรารถนา แต่อาการโกรธพูมพายเป็นระยะ ๆก็มีให้เห็นเป็นระยะ ๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกเหนือจากอาการอิสทีเรียที่ "ไทป์เก้า" มีไว้หลีกหนีความเป็นจริงแล้ว พวกเขายังต้องหลีกหนีตัวเองอีกด้วย เพราะความกังวลใจที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวกำลังทำลายความสงบในใจเขา ชีวิตเป็นเหมือนฝันร้ายที่ "ไทป์เก้า" ได้แต่หวังว่าสักวันจะตื่น แต่ปัญหาสำหรับ "ไทป์เก้า" ณ ระดับนี้แล้วมักจะยากที่จะแก้ และส่งผลกระทบต่อชีวิตของ "ไทป์เก้า" มาก ทางเดียวที่จะหลีกหนีความเป็นจริงและความวิตกกังวลก็คือการหลีกหนีตัวเองให้ได้มากที่สุด

ระดับเก้า "ผี ผู้หลีกหนีตัวเอง"

ถ้ามีสิ่งใดกดดัน "ไทป์เก้า" ในระดับนี้ พวกเขาจะทุกข์ทรมานกับความสับสนทางบุคลิกภาพ และการติดต่อกับโลกของความเป็นจริง ไม่รู้ไม่เห็นตัวเอง ถ้าหากเขาเคยได้รับความรุนแรงในวัยเด็กพวกเขาจะมีโอกาสเสี่ยงต่ออาการสับสนทางบุคลิกมาก พวกเขามีหลายบุคลิกในตัวเอง เพื่อต่อสู้กับความขัดแย้งในจิตใจ และพยายามสร้างตัวตนขึ้นจากความขัดแยังนั้น ความฝัน พวังค์ และอาการทางอารมณ์หลากหลาย ผ่านเข้ามาและผ่านไป ราวกับว่าตัวตนของเขาได้แตกสลายไปแล้ว เหลือแต่เศษเสียวของบุคลิกต่าง ๆที่มาแทนที่เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวต่อไป

การหลีกหนีตัวเองไปอยู่กับกลุ่มบุคลิกภาพที่แตกสลายเป็นเพียงทางออกทางเดียวสำหรับ "ไทป์เก้า" คนที่เราเห็นนี้ไม่ใช่ "ไทป์เก้า" แต่เป็นคนอื่นที่ "ไทป์เก้า" อาศัยในการดำรงชีวิตแทน บุคลิกเหล่านี้คือร่องรอยในอดีตของ "ไทป์เก้า" ที่ฝากตัวตนไว้กับคนบางคนในชีวิต พวกเขามีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่เหมือนเป็นชีวิตคนตัวเอง ความที่ "ไทป์เก้า" ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มองตัวเองเป็นบุคคลคนหนึ่งในสังคมได้ทำให้พวกเขากลายเป็นเช่นนี้ในระดับนี้ พวกเขาเป็นคนจำนวนมากในตัวเดียว แต่ก็ไม่ใช่ใครคนคนหนึ่งในจำนวนนั้น และความกลัวที่จะต้องแยกจากคนอื่นได้กลายเป็นจริงไปแล้ว

พัฒนาการ

จาก "ไทป์เก้า" สู่ "ไทป์หก"

เริ่มที่ระดับสี่ เมื่ออยู่ภายใต้ความเครียด "ไทป์เก้า" จะแสดงพฤติกรรมของ "ไทป์หก" ออกมา "ไทป์เก้า" หลีกหนีความวิตกกังวล และสิ่งแวดล้อมเพื่อรักษาสมดุลภายในจิตใจ เมื่อความกดดันรอบข้างมากขึ้น พวกเขาก็เริ่มที่จะแสดงความวิตกกังวลออกมา และรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่าง "ไทป์หก" "ไทป์เก้า" เป็นไทป์ที่ต้องทำกิจกรรมที่สร้างสรรด้วยตัวเอง และอยู่กับอารมณ์ความรู้สึก แต่ในระดับต่ำ ๆ พวกเขาทำทั้งสองอย่างอย่างไม่เหมาะสม ในระดับสี่ พวกเขาง่วนอยู่กับการอำนวยความสะดวกให้ตัวเองเพื่อสอดคล้องกับ ความต้องการและความคาดหวังของคนอื่น เมื่อแรงกดดันมากขึ้นพวกเขาจะทำตัวแบบ "ไทป์หก" กล่าวคือ เข้าร่วมกิจกรรมสังคมทุกรูปแบบ พวกเขาพยายามทำสิ่งรอบตัวให้มีเสถียรภาพ และสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นให้ตัวเองปลอดภัย พวกเขาจะทำงานหนัก และทำแต่สิ่งที่เชื่อว่าจะสร้างสวัสดิภาพให้กับตัว และนำมาซึ่งความสงบของจิตใจ กิจกรรมต่าง ๆที่เขาทำไม่ได้มีเจตนาที่ดีเป็นแรงจูงใจ แต่เป็นไปเพราะวิตกจริต พวกเขาจะฝากตัวตนไว้กับคนที่ปกป้องเขา สนับสนุนเขา กลุ่มอิทธิพล หรือแนวคิดต่าง ๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตน และทำให้รู้สึกว่าตนเองมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน

ในระดับห้า พวกเขาอยู่แต่ใน "แดนสงบ" (Comfort Zone) ของตัวเอง และทำแต่สิ่งที่ไม่รบกวนใจเท่านั้น พวกเขาอาจมีงานยุ่ง แต่เป็นงานที่ไม่รบกวนใจเขาเท่านั้น หากความเครียดมากขึ้น พวกเขาทำแบบเดิมไม่ได้ และจะกลายเป็น "ไทป์หก" กล่าวคือ มองโลกแง่ลบ และป้องกันตัว จากเดิมที่ยอมคนอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง คราวนี้พวกเขาแสดงความโกรธออกมา และดูป้องกันตัวมากขึ้น พวกเขาใช้อุบายที่ก้าวร้าวแบบเงียบ ๆในให้ได้สิ่งที่ต้องการ และระวังไม่ให้คนที่สนับสนุนเขาโกรธ พวกเขาตอบรับคำสั้งคนอื่น แต่ทำตามใจตัวเอง พวกเขามีความรู้สึกถูกกดดัน ถูกตำหนิ และหลีกหนีอย่าง "ไทป์หก"

ในระดับหก พวกเขาสร้างนิสัยส่วนตัวที่จะกันทุกสิ่งที่รบกวนใจให้ออกห่าง ถ้าใครสร้างแรงกดดันให้เข้า พวกเขาจะตอบโต้อย่างดุดันแบบ "ไทป์หก" ต่อว่าคนที่รบกวนตน และต่อต้านใครก็ตามที่พยายามเจาะเข้ามาทำลายความสงบในใจเขา การตวาดอย่างรุนแรงมีให้เห็นได้บ่อย ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้คนรอบข้างที่รู้จัก "ไทป์เก้า" ยิ่งดุดันก็ยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งและเพื่อความวิตกกังวลให้กับตัวเอง

ในระดับเจ็ด "ไทป์เก้า" กำลังเผชิญกับมรสุมชีวิตที่หนักหน่วง พวกเขาต้องการพลังอย่างมากให้การเอาตัวเองออกจากความเป็นจริง พวกเขารู้สึกว่าตัวเองจัดการกับโลกภายนอกไม่ได้ และเริ่มไม่ทำอะไรเลย ซึ่งทำให้กลายเป็น "ไทป์หก" กล่าวคือ พึ่งคนอื่นมากขึ้น ฝากตัวเองไว้กับใครสักคนและหวังให้คน ๆนั้นช่วยเหลือทุกอย่าง ปัญหาที่แท้จริงของ "ไทป์เก้า"ในระดับนี้คือ พวกเขากลัวเกินกว่าเหตุ และโมโหเกินขนาด สร้างความขัดแย้งและการเผชิญหน้าให้เกิดขึ้น แต่ถ้า "ไทป์เก้า" ไม่ทำ ปัญหาต่าง ๆของ "ไทป์เก้า" ก็จะจัดการได้ยากขึ้น แต่ยิ่งทำให้ไม่มีใครอยากยื่นมือเข้าแก้ปัญหาให้กับ "ไทป์เก้า" เพราะ "ไทป์เก้า" ไม่ร่วมมือเลย

ระดับแปด พวกเขาเริ่มหยุดตัวเอง อาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในระดับเจ็ด กลายเป็นโรคเรื้อรั้งในระดับแปด ภายนอกพวกเขาดูเซื่องซึม แต่ภายในเต็มไปด้วยความโกรธ และความหวาดกลัว ซึ่งก่อให้เกิดอาการฮิสทีเรีย พฤติกรรมรุนแรง หรือความหวาดระแวงคนรอบข้างแบบไร้เหตุผลเป็นระยะ ๆเหมือนกับ "ไทป์หก" พวกเขาขว้างปาของ ทำลายร่างกายคนอื่น เพราะไม่สามารถกดเก็บความก้าวร้าวไว้ได้อีกต่อไป

ในระดับเก้า ความก้าวร้าวเอาชนะความพยายามของ "ไทป์เก้า" ที่จะกดเก็บมันไว้ ความเป็นจริงที่พวกเขาเคยพยายามเพิกเฉยกำลังกดดันเขา คนที่เคยดูนิ่ง ๆกลับกลายเป็นคน ทำอะไรเกินเหตุ หวาดกลัว เจ้าอารมณ์ และรนราน ในระดับนี้ "ไทป์เก้า" ต้องการใครสักคนอย่างมากที่จะปกป้องเขาจากสถานการณ์ที่กำลังกดดันเขาอยู่

พวกเขาอาจแสดงออกว่าต้องการคนอื่นอย่างเปิดเผย หรือชอบทำร้ายตัวเองเพื่อบังคับให้คนอื่นดูแลตน พวกเขาอาจทำเรื่องน่าอาย หรือทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานะที่ลำบากขึ้นอีก ด้วยเหตุจูงใจสองอย่าง หนึ่งคือ การลงโทษตัวเองฐานที่ทำให้คนอื่นผิดหวังหรือทำให้ตัวเองต้องลำบาก และสองคือ การลดละพฤติกรรมที่ตัดตัวเองออกจากสิ่งรอบตัว เพื่อดึงดูดคนอื่นให้กลับมาอีกครั้ง

พฤติกรรมเหล่านั้นไม่ได้ผล เพราะนอกจากความวิตกกังวลแล้ว "ไทป์เก้า" ยังมีความก้าวร้าวในจิตไร้สำนึกที่ "ไทป์เก้า" ส่งผลกับตนเองและคนอื่นอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ "ไทป์เก้า" รู้สึกเกลียดตัวเอง ลงโทษตัวเอง และเป็นศัตรูกับคนทั่วไป ถ้าใครรบกวนใจเขาแล้วไม่ยอมเลิกก็ต้องเป็นศัตรูกัน

น่าสงสารที่ "ไทป์เก้า" ไม่อาจปกป้องตัวเองจากความก้าวร้าว และความวิตกกังวลได้ พวกเขาไม่อาจกดเก็บความวิตกกังวลที่เกิดจากการถูกคนที่มีความหมายสำหรับตนปฏิเสธได้ พวกเขาอาจหันไปหายาเสพติด ติดเหล้า เพื่อควบคุมอาการอิสทีเรียของตน หรืออาจหันไปพึ่งความตายหากไม่สามารถพบกับความสงบของจิตใจได้

"ไทป์เก้า" ไปสู่ "ไทป์สาม"

ในระดับดี "ไทป์เก้า" ทำตัวแบบ "ไทป์สาม" กล่าวคือ ใส่ใจที่จะพัฒนาความสามารถเฉพาะตัวของตนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นคนมีไฟ ขวนขวาย ด้วยเพราะมีความสมดุลในจิตใจอย่างพอเพียงแล้ว จึงไม่ต้องพึ่งใครในการสร้างตัวตน หรือทำตัวตามแบบที่สังคมยอมรับในการสร้างความนับถือตัวเอง พวกเขาสร้างตัวตนด้วยการประพฤติตัวตามความเหมาะสม ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวได้ดี และจัดการกับความเป็นจริงอย่างบุคคลคนหนึ่งที่มีสิทธิส่วนตัว

"ไทป์เก้า" ติดต่อกับ id ของตัวเอง จึงรู้จักความก้าวร้าวและสัญชาตญาณของตัวเอง ในระดับดี พวกเขารู้สึกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องหวาดกลัวการมีความก้าวร้าว ความก้าวร้าวไม่ได้เป็นการทำลายเสมอไป หากรู้จักใช้ก็สามารถส่งเสริมการพัฒนาตัวเองได้

ความสงบของเขาไม่บอบบาง เนื่องจากเขารู้จักเรียกร้องสิทธิโดยไม่ต้องใช้ความก้าวร้าวกับใคร และไม่ทำให้เกิดความปาดหมางกัน เมื่อเขามีความนับถือตัวเองมากขึ้น ความสัมพันธ์ของเขาก็จะเป็นไปอย่างคนมีวุฒิภาวะ และมีความสุข พวกเขาเรียนรู้ว่าไม่ต้องหลบซ่อนความเป็นตัวเองก็มีความสัมพันธ์ที่มีลึกซี้งกับคนอื่นได้ ความเป็นตัวของตัวเองกลับทำให้ "ไทป์เก้า" ดูน่าสนใจในสายตาของคนอื่น เมื่อถึงตอนนั้น "ไทป์เก้า" กลับต้องประหลาดใจที่พบว่าคนอื่นกลับกลายเป็นฝ่ายที่ฝากตัวตนไว้กับเขาแทน แม้ว่า "ไทป์เก้า" ในระดับดี จะไม่สนับสนุนให้คนเหล่านั้นคิดอย่างนั้น แต่ "ไทป์เก้า" ก็มีความสุขที่ได้เป็นที่พึ่งของคนเหล่านั้นด้วย

ไทป์ย่อย

"ไทป์เก้าปนแปด" "คนรักสบาย"

ที่จริงแล้ว บุคลิกภาพของ "ไทป์เก้า" ขัดแย้งกับ "ไทป์แปด" กล่าวคือ "ไทป์เก้า" ค่อนข้างเฉื่อย และประนีประนอมกับคนรอบข้าง ในขณะที่ "ไทป์แปด" ก้าวร้าว เบียดเบียน และปกป้องผลประโยชน์ของตน

แต่ "ไทป์เก้าปนแปด" มีบุคลิกของ "ไทป์เก้า" เป็นหลัก พวกเขาจึงออกไปทาง เข้าหาคน ยอมคน ไม่ค่อยตระหนักถึงตนเอง เออออ แต่ในเวลาเดียวกันก็กล้าเรียกร้องในบางเวลา พวกเขารักสนุก ชอบสังคม ชอบเล่าเรื่องตลก และใช้เวลาไปกับเพื่อนฝูง พวกเขามีญาณมากกว่า "ไทป์เก้าปนหนึ่ง" ชอบใช้ความรู้สึก และแรงบันดาลใจมากกว่า เป็นไทป์ที่เข้าใจได้ยาก เพราะมีบุคลิกที่ตรงข้ามกันอยู่ในตัวสูง ความเป็น "ไทป์เก้า" ทำให้ดูมีมารยาท ดูผู้ดี แต่ความเป็น "ไทป์แปด" ก็ทำให้ดูติดดินไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ตัวอย่างบุคคลได้แก่ Ronald Reagan, Dwight Eisenhower, Gerald Ford, Kevin Costner, Gary Cooper, Woody Harrelson, Keanu Reeves, Ingrid Bergman, Geena Davis, Sophia Loren, Ringo Starr, Whoopi Goldberg, Janet Jackson, Ging Crosby, Perry Como, Walter Cronkite, Hugh Downs, Lady Bird Johnson, Marc Chagall

ในระดับดี ส่วนของ "ไทป์แปด" ช่วยเสริมความเข้มแข็งภายใน และพลังใจ ทำให้มีบุคลิกที่มีไฟ พวกเขาสบาย ๆมองโลกแง่ดี แบบ "ไทป์เก้า" และอดทน และมีพลังอย่าง "ไทป์แปด" จึงเป็นบุคคลที่มีอำนาจ แต่สุภาพ พวกเขากล้าเรียกร้องโดยไม่รู้ตัว เวลาสงบเสงี่ยมก็ทำได้ เวลาแข็งกร้าวก็ทำดี เวลาเป็นผู้ตามก็ทำได้ เวลาเป็นตัวของตัวเองก็ทำดี พวกเขาเป็นไทป์ที่อยากมีส่วนร่วมต่อคนอื่นและสังคมมากกว่าทุกไทป์ ชอบสังคม ตลก มีทักษะรอบด้านแต่ไม่โอ้อวด ใส่ใจความต้องการของตัว ยอมรับคนอื่นอย่างที่คน ๆนั้นเป็น ชอบงานช่วยเหลือ งานให้คำแนะนำ งานบริการ งานขาย อาจประสปความสำเร็จในธุรกิจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการต่อรอง หรือส่วนทรัพยากรบุคคล

ในระดับปานกลาง พวกเขาแบ่งแยกความรู้สึก ภายนอกที่ดูสงบอาจแฝงความก้าวร้าวโดยที่เขาไม่รู้ตัว พวกเขามีแนวโน้มสูงที่จะเกียจคร้านเป็นนิสัย ทำให้ไม่บรรลุเป้าหมาย พวกเขายังชอบแข่งขัน แต่กลับขี้เกียจทำเป้าหมายให้สัมฤทธิ์ผล ถ้าพวกเขาเกิดมาไม่ฉลาด พวกเขาจะดูเป็นคนหัวทึบมาก เพราะบุคลิกของทั้ง "ไทป์เก้า" และ "ไทป์แปด" ไม่ใช่พวกชอบใช้สมองคิด พวกเขามีแรงผลักดันที่จะรวมใจ และกาย (ทางเพศ) กับคนอื่น พวกเขาสนใจความสะดวกสบายทางวัตถุ พวกเขาดื้อและป้องกันตัวมากกว่า"ไทป์เก้าปนไทป์หนึ่ง" ขี้หงุดหงิดเป็นบางเวลา โดยเฉพาะเมื่อถูกคนอื่นรบกวนใจ หรือทำให้ไม่สะดวกสบาย บางครั้งอาจระเบิดอารมณ์ออกมาแล้วก็กลับมาสงบตามปกติทันที อาจชอบเผชิญหน้าและมีเรื่องกับคนอื่น แต่จะไม่คาใจเป็นเวลานาน ๆ สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจมากที่สุดได้แก่ การทำร้ายคนในครอบครัวเขา การทำร้ายความเชื่อ และวิถีชีวิตของเขา เมื่อวิกฤตการณ์ผ่านไป พวกเขาจะกลับมาคืนดีกับศัตรูของพวกเขาเอง

ในระดับเสื่อม พวกเขาอาจซึมเศร้าและหมดอาลัยตายอยากเหมือน "ไทป์สี่" แต่ไม่ใช้อารมณ์มากเท่า และมักกอปรด้วยความกังวลใจ และความกลัวมากกว่า ความกลัวการถูกควบคุมใน "ไทป์แปด" ทำให้พวกเขาปฏิเสธการได้รับความช่วยเหลือ พวกเขาอาจก่อความรุนแรงโดยไม่สนใจผลที่จะเกิดขึ้น id ของพวกเขามีพลังมาก เมื่ออารมณ์ของเขาแปรปรวน ego ของเขาจะควบคุมความก้าวร้าวของ id ของตนไม่อยู่ ความก้าวร้าวอาจแสดงออกมาในรูปแบบของความหึงหวงคู่สมรส การถูกคนรักตีจากกระทบกระเทือนตัวตนของ "ไทป์เก้า" และความจองหองของ "ไทป์แปด" มาก พวกเขาจึงเป็นคนอันตราย อาจทำร้ายศัตรูโดยไม่คิดสงสารใด ๆ อาการซีมเศร้าเรื้อรัง การหลีกหนีสังคมอย่างสุดโต่ง และอาการเสพติดเกิดขึ้นได้ง่าย

"ไทป์เก้าปนหนึ่ง" "คนช่างฝัน"

บุคลิกของ "ไทป์เก้า" กับ "ไทป์หนึ่ง" เสริมกัน กล่าวคือ "ไทป์เก้า" กดเก็บอารมณ์เพื่อรักษาความสงบในใจ ส่วน "ไทป์หนึ่ง" กดเก็บอารมณ์เพื่อการควบคุมตัวเอง พวกเขาดูมีสมองมากกว่า "ไทป์เก้าปนแปด" ใส่ใจสัญลักษณ์ แนวคิด และความคิดรวบยอด ดูสุขุมมากกว่าแต่ก็อาจแสดงความโกรธออกมาบ้าง ทั้งสองกลุ่มล้วนแล้วแต่สนใจปัญหาปรัชญา และเรื่องจิตวิญญาณ แต่ "ไทป์เก้าปนหนึ่ง" จะมีความเชื่อส่วนตัวที่เป็นอุดมคติมาก

ตัวอย่างบุคคล ได้แก่ Abraham Lincoln, Queen Elizabeth II, Rosalynn Carter, Cyrus Vance, Henry Fonda, Jimmy Stewart, Garrison Keillor, Princess Grace of Monaco, Rose Kennedy, Joseph Campbell, Carl Jung, George Lucas, Jim Henson, Walt Disney, Norman Rockwell, Dame Joan Sutherland, Ralph Waldo Emerson, "Desdemona," "Edith Bunker," "Marge Simpson"

ในระดับดี พวกเขามีหลักการณ์สูง มีความเสมอต้นเสมอปลาย พวกเขามีสามัญสำนึกในการตัดสินใจที่ดี โดยเฉพาะเกี่ยวกับคนอื่น ให้ความเอาใจใส่ในเรื่องความยุติธรรม และการมองเป้าหมายมากเมื่อได้รับหน้าที่ในการตัดสินเรื่องราวต่างๆ มีพรสวรรค์อย่างยิ่งในการเอาแนวคิดต่าง ๆมาเรียงร้อยรวมกัน และมองหาหลักการสากลในการอธิบายมัน อาจเป็นคนที่มีจินตนาการ และความคิดสร้างสรรสูง แสวงหาโอกาสในการแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรร และวิสัยทัศน์ของตนต่อชาวโลก ชอบแสดงความคิดเห็นส่วนตัว และรับฟังแนวคิดคนอื่น เป็นคนสดใส เป็นมิตร แต่จะจริงจังมากเมื่อพูดถึงหลักการณ์ในอุดมคติ ชอบสอนคน และชอบชักนำคนในเรื่องจริยธรรม มักสอนได้ดีจากการปฏิบัติในเห็นเป็นตัวอย่าง ความเปิดเผยของ "ไทป์เก้า" ผสมกับการมองเป้าหมายของ "ไทป์หนึ่ง" จึงเป็นคนไร้มารยา ไม่มีพิธีรีตองกับคนรอบข้าง และมีความสงบต่อตัวเอง พวกเขาเป็นมิตรที่ดี เป็นนักจิตบำบัดที่ดี มีสมดุลระหว่าง การรับฟังโดยไม่มีอคติของ "ไทป์เก้า" กับการใช้ปัญญาในการตั้งใจหาทางออกให้คนอื่น

ในระดับปานกลาง พวกเขาแสวงหาอุดมคติอย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ ด้วยแรงปรารถนาที่จะทำโลกให้ดีขึ้น แน่วแน่ในความคิดเห็นของตัว และมีไม่เปลี่ยนความคิดในสิ่งที่เชื่อไปแล้ว มีวินัย และควบคุมตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องอารมณ์ความรู้สึก จึงไม่เปิดเผยเท่ากับ "ไทป์เก้าปนแปด" ในขณะเดียวกัน พวกเขามีแนวโน้มที่จะง่วนอยู่กับกิจกรรมที่ไม่มีความจำเป็น พวกเขากระตือรือร้น แต่เอาตัวออกห่างทำให้ไม่สามารถไปถึงจุดหมายระยะยาวได้ พวกเขามีธุระมาก โดยหมดเวลาไปกับการรักษาความเป็นระบบระเบียบ ไม่ชอบผจญภัย ดูสงวนตัวและเก็บอาการโกรธมากกว่า "ไทป์เก้าปนแปด" พวกเขากัดฟันมากกว่าที่จะตะโกน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ พวกเขาใช้การพูดอ้อมค้อม การประชดและการต่อว่ามากกว่า พวกเขามักคิดว่าตนมีคุณธรรมสูงกว่าคนอื่น จึงมีชนชั้น วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่แปลกกว่าคนอื่น พวกเขามักใช้อุดมคติทางจริยธรรม หรือศาสนาในการสนับสนุนจุดยืนของตน เป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ แม้ว่าในบางด้านของชีวิตถูกละเลย พวกเขาอาจทำตัวไม่เข้าใครออกใครอย่างน่าประหลาด เพราะพวกเขามองหาอุดมคติในโลกของความเป็นจริง

ในระดับเสื่อม พวกเขาใจลอย คล้าย Five หัวเสียมากกว่า "ไทป์เก้าปนแปด" ต่อต้านสิ่งผิด และถือเป็นหน้าที่ส่วนตัว ทำตามใจ กลไกการป้องกันตัวก็มีน้อยกว่า ทำให้มีความรู้สึกขัดแย้งในใจมากกว่า และมีความกดดันทางอารมณ์สูง

บทส่งท้าย

ในระดับเสื่อม "ไทป์เก้า" มีสิ่งที่ตนเองกลัวที่สุด นั้นก็คือการสูญเสีย และการโดดเดี่ยว พวกเขามีบุคลิกภาพแตกสลาย โดดเดี่ยวจากคนอื่นและตัวเอง เป็นการยากมากที่จะรักษาบุคลิกภาพเดิมของเขาให้กลับมาได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว "ไทป์เก้า" ไม่ค่อยก้าวมาถึงระดับเสื่อมขนาดนี้ โดยมากเมื่อพวกเขามาถีงก็มักเด่งกลับขึ้นไปได้ใหม่ เพราะรู้จักกดเก็บแผลใจและก้าวต่อไป แต่อย่างไรก็ดี พวกเขาก็มักสูญเสียความเป็นตัวเขาไปกับการกดเก็บเหล่านั้น

ปัญหาที่แท้จริงสำหรับ "ไทป์เก้า" คือ ทำอย่างไรจะรู้ตัว และรักษาความเป็นตัวเองไว้ได้เมื่อยังมีมันอยู่ คำตอบก็คือ พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความทุกข์ทรมาน โดยเฉพาะความวิตกกังวล การยอมทนกับความทุกข์ทรมานช่วยให้ตาสว่างได้ และเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับเขา เมื่อเรารับบทเรียน เรากำลังเติบโต คนที่รู้จักยอมรับความทุกข์ทรมานเท่านั้นที่จะรู้จักวิธีที่จะก้าวข้ามมันไป และในขณะนั้น พวกเขารู้ตัวเอง และมีเอกภาพในตัวตน ?


1 2 3 4 5 6 7 8 9 top